ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก

 หน้าแรก
» ความรู้สุขภาพและบทความแพทย์ » ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก แบ่งปันไปยัง facebook

ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยจากมะเร็งปากมดลูก

       มะเร็งปากมดลูก 80% เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชื่อ ฮิวแมนแพ็บปิลโลม่า(HPV) ติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงที่ติดเชื้อจากการร่วมเพศใช้เวลาประมาณ10 ปี จะพบว่าปากมดลูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นมะเร็งโดยระยะแรกปากมดลูกจะเป็นแผลเล็กๆที่ยังไม่เป็นมะเร็งทำการรักษาให้หายได้ แต่ถ้าไม่ทำการรักษาตั้งแต่แรกแผลนั้นจะกลายเป็นมะเร็งต่อไป

 ภาวะเสี่ยงที่ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งปากมดลูกได้แก่

  1. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (อายุต่ำกว่า20ปี)
  2. หญิงที่มีคู่นอนหลายคน
  3. มีอาการอักเสบของปากมดลูก เนื่องจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพ็บปิลโลม่า (HPV)
  4. หญิงที่สูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก มากกว่าหญิงที่ไม่สูบบุหรี่
  5. สตรีที่เคยได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นเวลานานหรือเคยได้รับการฉายรังสีบริเวณเชิงกราน
  6. สตรีที่ไม่มีบุตร หรือมีบุตรยาก

อาการของมะเร็ง

ระยะแรก จะไม่ปรากฏอาการใดๆแต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

ระยะลุกลาม จะมีอาการต่อไปนี้

  • ตกขาวมีกลิ่น หรือตกขาวคล้ายน้ำคาวปลา
  • มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด
  • มีความผิดปกติระบบขับถ่ายอุจจาระ

นอกจากนี้มะเร็งยังสามารถกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆเช่น ต่อมน้ำเหลือง ปอด ตับ และกระดูกได้ด้วย

จะป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้อย่างไร

  1. มีเพศสัมพันธ์เมื่อถึงวัยอันควร
  2. สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งหลังมีเพศสัมพันธ์
  3. หลีกเลี่ยงการติดเชื้อโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  4. เมื่อมีอาการตกขาวผิดปกติ หรือเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ ควรไปพบแพทย์

*ถ้าเป็นไปได้การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัส HPV เพื่อป้องกันการติดเชื้อ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบขึ้นไป

**หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคน ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกปีละ 1 ครั้ง

 ใครบ้างที่ควรตรวจมะเร็งปากมดลูก

  • ผู้หญิงที่อายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไปทุกคน
  • ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ทุกคนควรตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกปีละครั้ง

การรักษา

   ระยะแรก - การผ่าตัดเป็นวิธีที่รักษาได้ผลดี

   ระยะลุกลาม - รักษาโดยรังสีรักษา โดยฉายแสงร่วมกับการใส่แร่หรือการผสมผสานระหว่างการผ่าตัด รังสีรักษา และการใช้ยาเคมีบำบัด