โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ( Aortic Aneurysm ) รู้ช้า อาจไม่รอดชีวิต

 หน้าแรก
» ความรู้สุขภาพและบทความแพทย์ » โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ( Aortic Aneurysm ) รู้ช้า อาจไม่รอดชีวิต แบ่งปันไปยัง facebook

โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ( Aortic Aneurysm )   รู้ช้า  อาจไม่รอดชีวิต

    โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองเป็นโรคของหลอดเลือดแดงที่สามารถพบได้บ่อยเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหลอดเลือดแดงแข็ง   โดยหลอดเลือดแดงใหญ่ (Aorta) เป็นเส้นเลือดหลักที่นำเลือดที่ออกจากขั้วหัวใจไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย  ให้แขนงไปเลี้ยงหัวใจ  สมอง   อวัยวะในช่องท้องทั้งตับ ไต ลำไส้  อวัยวะในอุ้งเชิงกรานและแขนขาเป็นต้น  โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองเป็นภาวะความผิดปกติที่มีส่วนใดส่วนหนึ่งของหลอดเลือดแดงใหญ่มีขนาดโตขึ้น  ผนังของหลอดเลือดแดงจะบางลง   โอกาสที่หลอดเลือดจะแตกนั้นก็มากขึ้นซึ่งจะสัมพันธ์กับขนาดที่โตขึ้น  หากทิ้งไว้ต่อไปเส้นเลือดส่วนที่บางนั้นก็อาจปริและรั่วซึมทำให้มีเลือดคั่งในช่องอกหรือช่องท้อง  จนในที่สุดก็แตกออกซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตแทบทุกรายหากไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที   

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรค

  • อายุมาก
  • ความดันโลหิตสูง
  • ภาวะไขมันในเลือดสูง
  • การสูบบุหรี่
  • โรคถุงลมโป่งพอง
  • มีความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น กลุ่มอาการ Marfan

อาการแสดงของโรค

   ความสำคัญของโรคนี้อยู่ที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่มีอาการแสดงใดๆนำมาก่อน   อาจตรวจพบเจอโดยบังเอิญจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอกหรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เพื่อตรวจหาโรคอื่น   หรืออาจคลำพบก้อนในช่องท้องที่เต้นได้ตามจังหวะหัวใจ   อาการที่พบได้แต่ไม่บ่อยมักเกิดจากที่หลอดเลือดขนาดใหญ่ไปกดเบียดอวัยวะข้างเคียงเช่น  กดหลอดลมหรือปอดทำให้หายใจลำบาก, กดเบียดหลอดอาหารทำให้กลืนลำบาก, กดเบียดเส้นประสาทที่เลี้ยงกล่องเสียงทำให้มีเสียงแหบเป็นต้น

อาการที่พบได้มากกว่าและมักเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเส้นเลือดมีการปริแตกแล้วคืออาการแน่นหรืออาการปวดแบบรุนแรงฉับพลัน  ขึ้นกับตำแหน่งของเส้นเลือดที่มีการโป่งพอง  เช่นแน่นหน้าอก  ปวดหลัง  ปวดท้องแบบฉับพลัน  เหงื่อออก  ใจสั่น  หน้ามืดหมดสติ  ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการตรวจรักษาอย่างทันที

การตรวจวินิจฉัยและการรักษา

   เนื่องจากการรักษาในผู้ป่วยที่ยังไม่มีการปริแตกของหลอดเลือดจะมีโอกาสรอดชีวิตสูงกว่ามาก  ดังนั้นจึงแนะนำให้เข้ารับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ   โดยแพทย์จะวินิจฉัยจากการสอบถามประวัติอาการ  ตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจค้นเพิ่มเติม เช่น การถ่ายภาพเอกซเรย์ทรวงอก, การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์และการถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

   แนวทางการรักษาเส้นเลือดโป่งพองเริ่มตั้งแต่การคุมความดันโลหิต, คุมระดับไขมันในเลือด, หยุดสูบบุหรี่ไปจนถึงการผ่าตัดรักษา  สำหรับหลอดเลือดโป่งพองที่ยังมีขนาดเล็กอาจยังไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา แต่ต้องมีการติดตามว่ามีขนาดโตขึ้นหรือไม่  ส่วนหลอดเลือดโป่งพองที่มีขนาดใหญ่หรือเริ่มมีการปริแตกจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดรักษา   การผ่าตัดมีทั้งแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งถือเป็นการรักษาแบบมาตรฐานและการผ่าตัดโดยใส่หลอดเลือดเทียมชนิดหุ้มด้วยขดลวด (Stent Graft) ซึ่งถือเป็นการรักษาแบบใหม่  มีบาดแผลเล็กกว่าและใช้เวลานอนพักฟื้นสั้นกว่า  การเลือกใช้วิธีการผ่าตัดใดนั้นขึ้นกับตำแหน่งพยาธิสภาพของโรค  สภาพความแข็งแรงของผู้ป่วย  ซึ่งแพทย์จะพิจารณาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป